วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (อังกฤษ: subprime mortgage crisis) หรือ วิกฤติซับไพรม์
และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ
เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2551
จุดเด่นของวิกฤตินี้คือการที่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง
ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา
การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง
และระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป วิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อย
ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก
วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก
และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว
ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549
ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย
เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง
ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ
และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี
พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ
การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย
ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี
พ.ศ. 2549 และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ.
2550 - พ.ศ.
2551ธนาคารและสถาบันทางการเงินที่สำคัญทั่วโลกรายงานยอดการขาดทุนที่สูงกว่า 4.35
แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
นอกจากนี้ การหาเงินทุนโดยการออกตราสารพาณิชย์ก็ยากยิ่งขึ้น
ซึ่งผลกระทบของวิกฤติซับไพรม์ในแง่มุมนี้สอดคล้องกับปัญหาสินเชื่อตึงตัว (Credit crunch) ความกังวลเรื่องความคล่องตัวทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องแทรกแซงโดยการวางแผนฟื้นฟูบริษัททางการเงินเพื่อที่จะช่วยให้ผู้กู้ยืมที่น่าเชื่อถือสามารถยืมเงินได้ตามปกติ
สาเหตุการเกิดวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์
1.การใช้จ่ายที่ล้นเกินทั้งภาครัฐบาลและประาชนที่เป็นหนี้มหาศาล
2.
การลงทุนที่ล้นเกินโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน
3.
การเก็งกำไรที่ล้นเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน
4.
ราคาสินค้าและทรัพย์สินที่ล้นเกินกว่ามูลค่าแท้จริงของมัน
เหตุการณ์สำคัญที่นำมาสู่การล้นเกินที่ก่อเกิดการพองตัวฟองสบู่
1) การเกิดการปรับเปลี่ยน หรือ
เปิดเสรีนโยบายทางการเงินของสหรัฐอเมริกา ในปลายสมัยรัฐบาลคลินตัน
กฎหมายการเงินถูกแก้ประมาณปี 1999 – 2000 ทำให้ธุรกิจการเงินสามารถไขว้กันได้
ก่อเกิดหน้าที่ทับซ้อนของเหล่าสถาบันการเงิน เป็นการ การยินยอมให้วาณิชธนกิจ
ธนาคารพาณิชย์ และประกันภัย-ชีวิตร่วมอยู่ภายใต้ร่มธง (ทั้งเจ้าของและผู้บริหาร)
เดียวกันได้ โดยมีเป้าหมายสร้างธุรกิจแบบครบวงจรแนวระนาบและดิ่ง ที่เรียกว่า Universal
Banking ก่อให้เกิดการบริหารการลงทุนแบบเล่นแร่แปรธาตุที่พยายามทำให้หนี้สินจากกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์(CDO)
และร่วมทั้งการประกันความเสี่ยงหนี้สิน(CDS) มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริง
2)
การใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมาก ในช่วงรัฐบาล จอร์จ ดับบลิว บุช
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤติฟองสบู่แตกช่วงวิกฤตดอทคอม
ด้วยการทำงบขาดดุลและการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย Fed fund rate จาก 6.5 % ปลายปี 2000 เหลือแค่ 1 % ในปี
2003 อัตราการลดอัตราดอกเบี้ยที่สูง คือการเพิ่งปริมาณอุปสงค์ของเงินเข้าไปในระบบ
ก่อให้เกิดค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว
3) ผลของการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน
นำไปสู่การขยายตัวของการลุงทุนมหาศาลในความพยายามที่จะเป็น “โรงงานโลก”
โดยเฉพาะน้ำมัน และ สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งโลหะและอโลหะ
ทำราคาสินค้าถูกกระตุ้นจากปริมาณอุปสงค์มหาศาลจนมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
ผลการทุ่มตลาดของสินค้าจีนที่มีต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานที่ถูกกว่าในตลาดสหรัฐอเมริกา
ทำให้เกิดการบริโภคสินค้าทางวัตถุจำนวนมาก ยิ่งการเงินโลกผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
ยิ่งกระตุ้นให้สหรัฐอเมริกาเร่งพิมพ์พันธบัตรเพื่อตอบสนองความต้องการลัทธิบริโภคนิยมของทุนนิยม
โดยลืมคิดถึงภาวะขาดดุลมาตลอดจากภาคเศรษฐกิจแท้ในช่วงครึ่งศตวรรษหลังที่ผ่านมา
4)
การแพร่กระจายของที่แปรสินทรัพย์ที่มีความคล่องตัวต่ำมาเป็นทุนผ่านนวัตกรรมการเงินใหม่
ตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน, CDO และ ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง, CDS เพื่อตอบสนองการเก็งกำไรอย่างหนักในภาคตลาดทุน
ทั้งที่จริงแล้วทั้ง 2
นวัตกรรมการเงินถูกคิดค้นเพื่อบริหารความเสี่ยงแต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือการสร้างความเสี่ยงเสียเอง
จากการนำออกมาใช้เพื่อเก็งกำไรล่วงหน้าอนาคตทั้งที่ไม่รู้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะยังปราศจากความเสี่ยงแล้วเติบโตดัวยตราการอัตราการเติบโตเท่าเดิมหรือไม่
ร่วมถึงความฉ้อฉลทุจริตในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมการเงินของสถาบันการเงินเหล่านี้
ของบรรดาสถาบันการจัดอันดับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเก็งกำไรที่มากขึ้น
เพื่อจะบรรดาวานิชธนกิจทางการเงินจะได้กินส่วนแบ่งการลงทุนที่เกิดขึ้น
ผลกระทบโดยตรงวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
สู่ตลาดโลก 1.สหรัฐอเมริกา
ในฐานะต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบสูงสุด ผลสะท้อนได้จากตัวเลข
GDP ไตรมาสที่ 4 ปี 2008 ที่หดตัวลง 6.2 %
ซึ่งเป็นสถิติการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 27 ปี
โดยพบว่าผลกระทบจากภาคการเงินสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างหนัก
จากปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อ 3
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้แก่ General Motors, Ford และ Chrysler ประสบการขาดทุนอย่างหนักจนจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้ยืมฉุกเฉินจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือไม่ให้ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย
สาเหตุของการภาวะการขาดทุนอย่างหนัก
เกิดเนื่องมาจากภาวะการขาดสภาพคล่องของตลาดเงินที่ทำให้ต้นทุนเงินทุนสูง
รวมถึงราคาวัตถุดิบและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเริ่มมีการการหดตัวที่น้อยลงจากฟื้นตัวเศรษฐกิจและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดเงินเข้าไปช่วยอุ้มเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
แต่ผลกระทบวิกฤติสถาบันการเงินจะสร้าง ความถดถอยทางเศรษฐกิจ อาจยืดเยื้อมากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต
โดยพิจารณาจากเดือนตุลาคม ปี 2009 อัตราการว่างงานในสหรัฐ ได้ทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ
26 ปี อยู่ที่ 10.2% ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดที่ 10.5%
ในปี 2553 ในกรณีของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐครั้งนี้นั้น ราคาบ้านปรับตัวถึงจุดสูงสุดประมาณปลายปี
2006 ดังนั้นกว่าราคาบ้านตกต่ำถึงจุดต่ำสุด จึงอาจต้องรอถึงปี 2011
ในส่วนของราคานั้น ได้ปรับลดลงแล้วประมาณ 20% จึงมีโอกาสปรับลดลงอีก 16%
หากนำเอาสถิติในอดีตมาใช้คาดการณ์อนาคต
สำหรับตลาดทุนนั้น จะปรับตัวลดลงมากกว่า
(เฉลี่ยประมาณ 56%) แต่จะใช้เวลาปรับตัวที่เร็วกว่าคือ 3.4 ปี ในกรณีของสหรัฐนั้น
ตลาดหุ้นวัดจากดัชนี S&P 500
ปรับตัวถึงจุดสูงสุดที่ 1565 จุดเมื่อ ต.ค.2007
ดังนั้นจึงน่าจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2010
ปัญหาวิกฤติการณ์การเงินที่เกิดขึ้นส่งผลให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้น
จึงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง
หากสภาวะการถดถอยเศรษฐกิจในสหรัฐ
ยังเกิดต่อเนื่องต่อไป จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
และส่งผลโดยตรงกับภาคการบริโภคที่จะลดลง ซึ่งเมื่อสหรัฐเป็นศูนย์กลางการบริโภคของโลกการที่ความต้องการของภาคการบริโภคลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย
2.ยุโรป
ยุโรปเป็นภูมิภาคได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์เงินโดยตรงมากสุดจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
เนื่องจากเป็นกลุ่มภูมิภาคที่มีการลงทุนผ่าน นวัตกรรมกรรมการเงินใหม่
ตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน, CDO และ ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง ,CDS ในตลาดการเงินสหรัฐอเมริกาสูงสุด
ผ่านกองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ
จะเห็นได้จากการหดตัวของ GDP อย่างต่อเนื่อง
จากการเติบโตเฉลี่ย 3% ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมีจุดต่ำสุดที่ตลอดปี 2009 ที่ - 4.8
% ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ผลการหดตัวของ GDP ยังส่งผลถึงสภาวะเงินฝืดจากดัชนีผู้บริโภค
ที่แตะระดับใกล้ 0 % ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2009 จนถึงปัจจุบัน
ดุลการค้าของกลุ่มประเทศยุโรปตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008
ขาดดุลต่อเนื่องในระดับสูงสุดโดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาที่มี
ต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจ สัดส่วนกว่า 15 % ใน ตลาดการส่งออกของประเทศยุโรป
โดยเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2008 ชะลอตัวกว่า 4 %
แต่อย่างไรก็ตามการขาดดุลการค้าลดลงตั้งแต่หลังเดือนสิงหาคม 2008
จากการลดการนำเข้าสินค้า
กับการตั้งมาตรการกำแพงภาษีป้องกันการทุ่มตลาดของสินค้าเอเชีย โดยเฉพาะจีน
เช่นเหล็ก เป็นต้น
ผลกระทบจากการหดตัวภาคส่งออกของสินค้าในยุโรปส่งผลให้เกิดอัตราว่างงานในยุโรปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนแตะระดับ 9.6%ในปี 2009 ปัญหาสภาวะการว่างงาน คาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
ไปกว่า 10% ไปจนถึงปี 2011 ถึงจะเริ่มลดลง
เมื่อพิจารณาอัตราว่างงานในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 16
เพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่เดือนกันยายน 1999 โดยมีสเปนอัตราว่างสูงถึง 18.1 %
จึงประมาณการว่า มีประชากรตกงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งนี้ ถึง
4.65 ล้านคนใน 1 ปีหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ส่งผลกระทบต่อการถดถอยของเศรษฐกิจยุโรปรุนแรงสุดในรอบ 13 ปี
ตลาดทุนของยุโรปได้รับผลกระทบรุนแรงสุดจากวิกฤติครั้งนี้ โดยหดตัวเกือบ 60 %
จากจุดสูงสุดที่กว่า 4,500 จุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2007 เหลือเพียงต่ำกว่า 2,000
จุด แสดงถึงการขาดความเชื่อมั่นในตลาดทุนของยุโรป
ส่งผลถึงปัญหาเรื่องงบประมาณรัฐขาดดุลและปัญหาหนี้สาธารณะ
จากการที่ประเทศสหภาพยุโรปดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศสหภาพยุโรปมีหนี้สาธารณะถึง 80-85%
ของ GDP (มากกว่าช่วงก่อนประสบปัญหาเศรษฐกิจ
ซึ่งมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 60-65 %) รัฐบาลประเทศสมาชิกอียูจึงต้องลดรายจ่าย
ขึ้นภาษี และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น เพื่อลดหนี้สาธารณะ มิเช่นนั้น
จะส่งผลเสียมากมายในวงกว้าง
จึงให้เกิดการถอนความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลต่างๆในยุโรปจากประเทศกำลังพัฒนา
จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศกำลังพัฒนา
เพื่อปรับดุลภาพของงบประมาณเศรษฐกิจ
3.เอเชีย
ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเงินในเอเชียไม่มากนัก
รวมทั้งในไทยด้วยส่วนหนึ่งคงมาจากการเรียนรู้จากวิกฤตในปี1997
อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะระบบสถาบันการเงินในภูมิภาคนี้ยังล้าหลังอยู่
(ซึ่งในกรณีนี้ ความล้าหลังกลับเป็นสิ่งที่ดี)
อย่างไรก็ตามตลาดทุนถูกกระทบหนักจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับของทุนสหรัฐอเมริกา
และ ยุโรป แต่ในระยะหลังดีขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว
แต่ก็ยังต่ำกว่าก่อนวิกฤตอยู่พอสมควร
ปัญหาสภาพคล่องทำให้ต่างชาติขายหุ้นและตราสารเพื่อนำเงินกลับประเทศตนเอง
ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ในบางประเทศ ในบางประเทศ เช่นเกาหลีใต้
อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงอย่างมากเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ต้องทำ Swap กับ US Fed (ประเทศละ $30
billion) เพื่อป้องกันปัญหาต่อสถาบันการเงิน
มาเลเซียและสิงคโปร์ประกาศประกันเงินฝากเติมจำนวนในวันที่ 16 ตุลาคม 2551
ส่วนไทยก็ยืดเวลาการบังคับใช้ พรบ.ประกันเงินฝาก เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลกระทบที่ส่งผ่านในภาคเศรษฐกิจแท้จริง
จากการหดตัวของสองตลาดหลักของโลกอย่าง ตลาดสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป
เศรษฐกิจเอเชียหดตัวอย่างรุนแรงในทุกประเทศ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2007 อย่างไรก็ดี
ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียในไตรมาสที่ 2 ในปี 2008
กลับมีทิศทางที่ดีขึ้น
ตรงกันข้ามกับประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังอ่อนแออยู่มาก
เกิดจากภาคการผลิตและการส่งออกที่ปรับตัวรับวิกฤตโดยการลดสินค้าคงคลัง
ในช่วงก่อนหน้า ได้เริ่มเพิ่มการผลิตเพื่อชดเชยสินค้าคงคลังที่ลดลงไปมาก ประกอบกับเริ่มมียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากมาตรการของเอเชียสามารถกระตุ้นการลงทุนและบริโภคได้ในทันที
โดยที่เห็นชัดเจนคือกรณีของจีนต่างจากสหรัฐฯ และยุโรป
ใช้ไปในการแก้ไขระบบการเงินที่มีปัญหาเป็นส่วนใหญ่อย่างไรก็ดี
มาตรการทางการคลังโดยเฉพาะจีนแม้จะมีมูลค่าสูงมาก ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศเอเชียอื่นหลุดพ้นจากภาวะถดถอยของโลกและฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้
เนื่องจาก
สินค้าที่จีนนำเข้าจากภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปเช่น
ผลกระทบทางอ้อม
วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายอย่าง
จีดีพีของสหรัฐอเมริกาถูกประเมินว่าจะหดตัวลงร้อยละ 5.5
ต่อปีในระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี พ.ศ. 2551 นายจ้างเลิกจ้างกว่า 2.6
ล้านตำแหน่งระหว่างปี 2551 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488
ในเดือนกันยายน 2551 จำนวนคนตกงานในสาขาการเงินสูงถึง 65,400 คนในสหรัฐ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ
7.2 ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น