วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

(เรื่องน่ารู้) 10 อันดับวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงสุดๆ

(เรื่องน่ารู้) 10 อันดับวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงสุดๆ


เศรษฐกิจโลกของเรามักจะเป็นไปในทางวัฎจักร ที่จะต้องมีขึ้น มีลงบ้างตามกลไกระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าวิกฤติเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตได้ ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ก็มีความแตกต่างกันออกไป ลองมาดู 10 อันดับกันดีกว่าว่ามีเหตุการณ์ไหนบ้าง
10. วิกฤติการณ์ Dot Com ปี 2001
เป็นวิกฤตการณ์จากการฟองสบู่แตกในกลุ่มอุตสาหกรรมทางด้านอินเตอร์เน็ต ที่บูมสุดขีดในช่วงปี 1995 แล้วมาเกิดช่วงตกต่ำในปี 2001 ทำให้ตลาดหุ้นเกิดวิกฤตตามมาอีกเช่นกัน ซึ่งบริษัทแบบนี้มักจะเติบโตเร็วและก็ร่วงเร็วเหมือนกัน ตอนนั้นนักลงทุนหันมาแห่ลงทุนในบริษัทกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก และก็มีรายใหญ่ฉกเงินเข้ากระเป๋าและก็ทุบราคาหุ้นร่วงอย่างรวดเร็ว จนเกิดความเสียหายให้กับผู้ลงทุนเป็นอย่างมาก
9.วิกฤติการณ์ตลาดหุ้นล่มในปี 2008
ต้นเหตุเกิดมาจากประเทศอเมริกาที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์นี้ และทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายด้อยค่าลงไปทั่วโลก และก็เกิดมาจากการที่นักลงทุนได้ทำการกู้เงินมาร์จิ้นซื้อหุ้นกันเป็นจำนวนมากตอนที่ตลาดหุ้นเป็นภาวะกระทิงขึ้นทะยานสุดๆ หลังจากที่ราคาหุ้นขึ้นทะยานมาได้ไกลแล้ว ทางด้านนักลงทุนก็ต้องชำระหนี้ทั้งๆที่ราคาหุ้นไม่สามารถขึ้นต่อได้แล้วจนเกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลก
8.วิกฤตการณ์ทางการเงินประเทศญี่ปุ่น ปี 1990
เป็นวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่า 10 ปี แล้วก็ลามไปยังประเทศอื่นๆด้วย ซึ่งสาเหตุนี้ก็มาจากที่ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราดอกเบี้ยทางการเงินสูงมากและก็ไม่สอดคล้องกับมูลค่าตามความเป็นจริง ทั้งทางด้านธนาคารยังมีการสนับสนุนการกู้ยืม จนทำให้เกิดภาวะล้มละลายตามมาอีก
7.วิกฤตการณ์ทางการเงินในทวีปเอเชีย ปี 1997
แน่นอนเหตุการณ์นี้ต้นเหตุมาจากประเทศไทย ที่เศรษฐกิจตอนนั้นโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นเติบโตสุดขีด มีการสร้างตึกรามบ้านช่องเป็นจำนวนมาก จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่จุดล้มละลายจากวิกฤตค่าเงินบาท จนส่งผลลามไปยังประเทศอื่นๆในทวีปเอเชีย และยังมีปัญหาเงินเฟ้อตามมาทำให้เศรษฐกิจถูกแช่แข็งเป็นเวลานานทีเดียว
6.วิกฤตการณ์ตลาดหุ้นล่มสลายปี 1930
หรือรู้จักกันในชื่อว่า Great Depression ที่ส่งผลลามไปทั่วโลกจนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งร้ายแรงสุดๆเหตุการณ์หนึ่งของโลก เหตุการณ์เริ่มมาจากวันที่ 4 กันยายน ปี 1929 ที่ลามไปอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐล่มครืนลงมาอย่างรวดเร็วและก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศอื่นๆอีกด้วย
5.วิกฤตเศรษฐกิจปี 1970
เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่ากลัวมาก ที่วิกฤตการณ์เกิดจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงมาก และอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็วจากวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงปี 1973 ทำให้สมาชิกองค์กรประเทศอาหรับไม่พอใจเป็นอย่างมากและก็ปรับราคาน้ำมันเพิ่มมากถึง $ 5.11 บาร์เรล
4.วิกฤตการณ์ทางการเงินแบบฉับพลันปี 1837
เป็นเหตุการณ์ที่เริ่มขึ้นในเมือง New York วันที่ 10 พฤษภาคม ปี 1837 เมื่อทางด้านธนาคารอเมริกาได้ละเมิดกฎเกณฑ์และก็หันมาซื้อเก็บทองคำกับเงินมากขึ้น ทำให้วิกฤตเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกองทุนระหว่างกลุ่มของประธานาธิบดีและก็ธนาคารแห่งชาติ
3.วิกฤตอันแสนน่ากลัวในปี 1857
เป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เล่นจากเศรษฐกิจของประเทศอเมริกา ที่ทางด้านธนาคารอเมริกาเริ่มถดถอยลงหลังจากที่บริษัทประกันภัยและพวกทรัสต์เข้าสู่ภาวะล้มละลาย เหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นที่บริษัททำรางรถไฟได้ที่ได้กระตุ้นให้พ่อค้าและเจ้าของฟาร์มได้ผลักดันแผนการลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้เศรษฐกิจเกิดวิกฤตขึ้นมา
2.วิกฤตเศรษฐกิจปี 1819
เป็นวิกฤตที่ใครๆก็คาดไม่ถึงว่าจะร้ายแรงขนาดนี้ ทั้งสถานบันการเงินถูกปิด ธนาคารประสบวิกฤต และก็ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำสุดเกินบรรยาย ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบเดิมๆวนอยู่ซ้ำซาก ต้นเหตุก็มาจากการทำศึกสงครามกันระหว่างอังกฤษ-อเมริกาช่วงปี 1812
1.วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆในปี 1807
เป็นเหตุการณ์ที่ทางด้านประเทศอังกฤษได้ทำการแก้แค้นประเทศอเมริกาให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา แต่ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจของอเมริกานี้มันสร้างความเสียหายเกินความบรรยาย จนเกิดสงครามในช่วงปี 1812 ที่มีการทำลายเรือขนส่งสินค้าทางด้านอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าและอื่นๆตกต่ำสุดๆ

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์



วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์  หรือวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (อังกฤษ: subprime mortgage crisis) หรือ วิกฤติซับไพรม์ และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ  เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2551 จุดเด่นของวิกฤตินี้คือการที่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง และระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป วิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อย ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก
วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549 และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551ธนาคารและสถาบันทางการเงินที่สำคัญทั่วโลกรายงานยอดการขาดทุนที่สูงกว่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  นอกจากนี้ การหาเงินทุนโดยการออกตราสารพาณิชย์ก็ยากยิ่งขึ้น ซึ่งผลกระทบของวิกฤติซับไพรม์ในแง่มุมนี้สอดคล้องกับปัญหาสินเชื่อตึงตัว (Credit crunch) ความกังวลเรื่องความคล่องตัวทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องแทรกแซงโดยการวางแผนฟื้นฟูบริษัททางการเงินเพื่อที่จะช่วยให้ผู้กู้ยืมที่น่าเชื่อถือสามารถยืมเงินได้ตามปกติ


สาเหตุการเกิดวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์
1.การใช้จ่ายที่ล้นเกินทั้งภาครัฐบาลและประาชนที่เป็นหนี้มหาศาล
2. การลงทุนที่ล้นเกินโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน
3. การเก็งกำไรที่ล้นเกินในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน
4. ราคาสินค้าและทรัพย์สินที่ล้นเกินกว่ามูลค่าแท้จริงของมัน

เหตุการณ์สำคัญที่นำมาสู่การล้นเกินที่ก่อเกิดการพองตัวฟองสบู่
1) การเกิดการปรับเปลี่ยน หรือ เปิดเสรีนโยบายทางการเงินของสหรัฐอเมริกา ในปลายสมัยรัฐบาลคลินตัน กฎหมายการเงินถูกแก้ประมาณปี 19992000 ทำให้ธุรกิจการเงินสามารถไขว้กันได้ ก่อเกิดหน้าที่ทับซ้อนของเหล่าสถาบันการเงิน เป็นการ การยินยอมให้วาณิชธนกิจ ธนาคารพาณิชย์ และประกันภัย-ชีวิตร่วมอยู่ภายใต้ร่มธง (ทั้งเจ้าของและผู้บริหาร) เดียวกันได้ โดยมีเป้าหมายสร้างธุรกิจแบบครบวงจรแนวระนาบและดิ่ง ที่เรียกว่า Universal Banking ก่อให้เกิดการบริหารการลงทุนแบบเล่นแร่แปรธาตุที่พยายามทำให้หนี้สินจากกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์(CDO) และร่วมทั้งการประกันความเสี่ยงหนี้สิน(CDS) มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริง

2) การใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมาก ในช่วงรัฐบาล จอร์จ ดับบลิว บุช เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤติฟองสบู่แตกช่วงวิกฤตดอทคอม ด้วยการทำงบขาดดุลและการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย Fed fund rate จาก 6.5 % ปลายปี 2000 เหลือแค่ 1 % ในปี 2003 อัตราการลดอัตราดอกเบี้ยที่สูง คือการเพิ่งปริมาณอุปสงค์ของเงินเข้าไปในระบบ ก่อให้เกิดค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว

3) ผลของการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน นำไปสู่การขยายตัวของการลุงทุนมหาศาลในความพยายามที่จะเป็น โรงงานโลกโดยเฉพาะน้ำมัน และ สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งโลหะและอโลหะ ทำราคาสินค้าถูกกระตุ้นจากปริมาณอุปสงค์มหาศาลจนมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ผลการทุ่มตลาดของสินค้าจีนที่มีต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานที่ถูกกว่าในตลาดสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการบริโภคสินค้าทางวัตถุจำนวนมาก ยิ่งการเงินโลกผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ยิ่งกระตุ้นให้สหรัฐอเมริกาเร่งพิมพ์พันธบัตรเพื่อตอบสนองความต้องการลัทธิบริโภคนิยมของทุนนิยม โดยลืมคิดถึงภาวะขาดดุลมาตลอดจากภาคเศรษฐกิจแท้ในช่วงครึ่งศตวรรษหลังที่ผ่านมา

4) การแพร่กระจายของที่แปรสินทรัพย์ที่มีความคล่องตัวต่ำมาเป็นทุนผ่านนวัตกรรมการเงินใหม่ ตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน, CDO และ ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง, CDS เพื่อตอบสนองการเก็งกำไรอย่างหนักในภาคตลาดทุน ทั้งที่จริงแล้วทั้ง 2 นวัตกรรมการเงินถูกคิดค้นเพื่อบริหารความเสี่ยงแต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือการสร้างความเสี่ยงเสียเอง จากการนำออกมาใช้เพื่อเก็งกำไรล่วงหน้าอนาคตทั้งที่ไม่รู้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะยังปราศจากความเสี่ยงแล้วเติบโตดัวยตราการอัตราการเติบโตเท่าเดิมหรือไม่ ร่วมถึงความฉ้อฉลทุจริตในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมการเงินของสถาบันการเงินเหล่านี้ ของบรรดาสถาบันการจัดอันดับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเก็งกำไรที่มากขึ้น เพื่อจะบรรดาวานิชธนกิจทางการเงินจะได้กินส่วนแบ่งการลงทุนที่เกิดขึ้น
ผลกระทบโดยตรงวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา สู่ตลาดโลก 1.สหรัฐอเมริกา     ในฐานะต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบสูงสุด ผลสะท้อนได้จากตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 4 ปี 2008 ที่หดตัวลง 6.2 % ซึ่งเป็นสถิติการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 27 ปี โดยพบว่าผลกระทบจากภาคการเงินสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างหนัก จากปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อ 3 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้แก่ General Motors, Ford และ Chrysler ประสบการขาดทุนอย่างหนักจนจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้ยืมฉุกเฉินจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือไม่ให้ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย สาเหตุของการภาวะการขาดทุนอย่างหนัก เกิดเนื่องมาจากภาวะการขาดสภาพคล่องของตลาดเงินที่ทำให้ต้นทุนเงินทุนสูง รวมถึงราคาวัตถุดิบและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
        แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเริ่มมีการการหดตัวที่น้อยลงจากฟื้นตัวเศรษฐกิจและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดเงินเข้าไปช่วยอุ้มเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ผลกระทบวิกฤติสถาบันการเงินจะสร้าง ความถดถอยทางเศรษฐกิจ อาจยืดเยื้อมากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต โดยพิจารณาจากเดือนตุลาคม ปี 2009 อัตราการว่างงานในสหรัฐ ได้ทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 26 ปี อยู่ที่ 10.2% ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดที่ 10.5% ในปี 2553 ในกรณีของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐครั้งนี้นั้น ราคาบ้านปรับตัวถึงจุดสูงสุดประมาณปลายปี 2006 ดังนั้นกว่าราคาบ้านตกต่ำถึงจุดต่ำสุด จึงอาจต้องรอถึงปี 2011 ในส่วนของราคานั้น ได้ปรับลดลงแล้วประมาณ 20% จึงมีโอกาสปรับลดลงอีก 16% หากนำเอาสถิติในอดีตมาใช้คาดการณ์อนาคต
         สำหรับตลาดทุนนั้น จะปรับตัวลดลงมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 56%) แต่จะใช้เวลาปรับตัวที่เร็วกว่าคือ 3.4 ปี ในกรณีของสหรัฐนั้น ตลาดหุ้นวัดจากดัชนี S&P 500 ปรับตัวถึงจุดสูงสุดที่ 1565 จุดเมื่อ ต.ค.2007 ดังนั้นจึงน่าจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2010 ปัญหาวิกฤติการณ์การเงินที่เกิดขึ้นส่งผลให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้น จึงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง
หากสภาวะการถดถอยเศรษฐกิจในสหรัฐ ยังเกิดต่อเนื่องต่อไป จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และส่งผลโดยตรงกับภาคการบริโภคที่จะลดลง ซึ่งเมื่อสหรัฐเป็นศูนย์กลางการบริโภคของโลกการที่ความต้องการของภาคการบริโภคลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย

2.ยุโรป
           ยุโรปเป็นภูมิภาคได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์เงินโดยตรงมากสุดจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นกลุ่มภูมิภาคที่มีการลงทุนผ่าน นวัตกรรมกรรมการเงินใหม่ ตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน, CDO และ ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง ,CDS ในตลาดการเงินสหรัฐอเมริกาสูงสุด ผ่านกองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ จะเห็นได้จากการหดตัวของ GDP อย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตเฉลี่ย 3% ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมีจุดต่ำสุดที่ตลอดปี 2009 ที่ - 4.8 % ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ผลการหดตัวของ GDP ยังส่งผลถึงสภาวะเงินฝืดจากดัชนีผู้บริโภค ที่แตะระดับใกล้ 0 % ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2009 จนถึงปัจจุบัน ดุลการค้าของกลุ่มประเทศยุโรปตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008 ขาดดุลต่อเนื่องในระดับสูงสุดโดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาที่มี ต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจ สัดส่วนกว่า 15 % ใน ตลาดการส่งออกของประเทศยุโรป โดยเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2008 ชะลอตัวกว่า 4 % แต่อย่างไรก็ตามการขาดดุลการค้าลดลงตั้งแต่หลังเดือนสิงหาคม 2008 จากการลดการนำเข้าสินค้า กับการตั้งมาตรการกำแพงภาษีป้องกันการทุ่มตลาดของสินค้าเอเชีย โดยเฉพาะจีน เช่นเหล็ก เป็นต้น
          ผลกระทบจากการหดตัวภาคส่งออกของสินค้าในยุโรปส่งผลให้เกิดอัตราว่างงานในยุโรปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับ 9.6%ในปี 2009 ปัญหาสภาวะการว่างงาน คาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปกว่า 10% ไปจนถึงปี 2011 ถึงจะเริ่มลดลง เมื่อพิจารณาอัตราว่างงานในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 16 เพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่เดือนกันยายน 1999 โดยมีสเปนอัตราว่างสูงถึง 18.1 % จึงประมาณการว่า มีประชากรตกงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งนี้ ถึง 4.65 ล้านคนใน 1 ปีหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการถดถอยของเศรษฐกิจยุโรปรุนแรงสุดในรอบ 13 ปี ตลาดทุนของยุโรปได้รับผลกระทบรุนแรงสุดจากวิกฤติครั้งนี้ โดยหดตัวเกือบ 60 % จากจุดสูงสุดที่กว่า 4,500 จุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2007 เหลือเพียงต่ำกว่า 2,000 จุด แสดงถึงการขาดความเชื่อมั่นในตลาดทุนของยุโรป ส่งผลถึงปัญหาเรื่องงบประมาณรัฐขาดดุลและปัญหาหนี้สาธารณะ จากการที่ประเทศสหภาพยุโรปดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศสหภาพยุโรปมีหนี้สาธารณะถึง 80-85% ของ GDP (มากกว่าช่วงก่อนประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 60-65 %) รัฐบาลประเทศสมาชิกอียูจึงต้องลดรายจ่าย ขึ้นภาษี และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น เพื่อลดหนี้สาธารณะ มิเช่นนั้น จะส่งผลเสียมากมายในวงกว้าง จึงให้เกิดการถอนความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลต่างๆในยุโรปจากประเทศกำลังพัฒนา จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับดุลภาพของงบประมาณเศรษฐกิจ

3.เอเชีย
        ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเงินในเอเชียไม่มากนัก รวมทั้งในไทยด้วยส่วนหนึ่งคงมาจากการเรียนรู้จากวิกฤตในปี1997 อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะระบบสถาบันการเงินในภูมิภาคนี้ยังล้าหลังอยู่ (ซึ่งในกรณีนี้ ความล้าหลังกลับเป็นสิ่งที่ดี) อย่างไรก็ตามตลาดทุนถูกกระทบหนักจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับของทุนสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป แต่ในระยะหลังดีขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่าก่อนวิกฤตอยู่พอสมควร
        ปัญหาสภาพคล่องทำให้ต่างชาติขายหุ้นและตราสารเพื่อนำเงินกลับประเทศตนเอง ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ในบางประเทศ ในบางประเทศ เช่นเกาหลีใต้ อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงอย่างมากเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ต้องทำ Swap กับ US Fed (ประเทศละ $30 billion) เพื่อป้องกันปัญหาต่อสถาบันการเงิน มาเลเซียและสิงคโปร์ประกาศประกันเงินฝากเติมจำนวนในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ส่วนไทยก็ยืดเวลาการบังคับใช้ พรบ.ประกันเงินฝาก         เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลกระทบที่ส่งผ่านในภาคเศรษฐกิจแท้จริง จากการหดตัวของสองตลาดหลักของโลกอย่าง ตลาดสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป เศรษฐกิจเอเชียหดตัวอย่างรุนแรงในทุกประเทศ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2007 อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียในไตรมาสที่ 2 ในปี 2008 กลับมีทิศทางที่ดีขึ้น ตรงกันข้ามกับประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังอ่อนแออยู่มาก เกิดจากภาคการผลิตและการส่งออกที่ปรับตัวรับวิกฤตโดยการลดสินค้าคงคลัง ในช่วงก่อนหน้า ได้เริ่มเพิ่มการผลิตเพื่อชดเชยสินค้าคงคลังที่ลดลงไปมาก ประกอบกับเริ่มมียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากมาตรการของเอเชียสามารถกระตุ้นการลงทุนและบริโภคได้ในทันที โดยที่เห็นชัดเจนคือกรณีของจีนต่างจากสหรัฐฯ และยุโรป ใช้ไปในการแก้ไขระบบการเงินที่มีปัญหาเป็นส่วนใหญ่อย่างไรก็ดี มาตรการทางการคลังโดยเฉพาะจีนแม้จะมีมูลค่าสูงมาก ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศเอเชียอื่นหลุดพ้นจากภาวะถดถอยของโลกและฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจาก สินค้าที่จีนนำเข้าจากภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปเช่น
ผลกระทบทางอ้อม

วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายอย่าง จีดีพีของสหรัฐอเมริกาถูกประเมินว่าจะหดตัวลงร้อยละ 5.5 ต่อปีในระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี พ.ศ. 2551 นายจ้างเลิกจ้างกว่า 2.6 ล้านตำแหน่งระหว่างปี 2551 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 ในเดือนกันยายน 2551 จำนวนคนตกงานในสาขาการเงินสูงถึง 65,400 คนในสหรัฐ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 7.2 ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

วิกฤตต้มยำกุ้ง


           วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย หรือเรียกทั่วไปในประเทศไทยว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง  เป็นช่วงวิกฤตการเงินซึ่งส่งผลกระทบถึงหลายประเทศในทวีปเอเชียเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาดทางการเงิน ผลกระทบของวิกฤตการณ์ดังกล่าวกินเวลาไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนั้น


                                                      ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540


อย่างไรก็ตาม จนถึงปี พ.ศ. 2542 นักวิเคราะห์ได้มองเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังเริ่มฟื้นตัว
สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อาจแบ่งได้ 5 สาเหตุดังนี้
1.             หนี้ต่างประเทศ
ประเทศไทยเกิดการขยายตัวทางระบบการเงิน เกิดการก่อหนี้ และการกู้เงินจากต่างประเทศ
2.             การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
 ประเทศไทยมีการพัฒนาการผลิตเพื่อส่งออก ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกิดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เพราะการส่งออกที่หดตัว
3.             ฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อาจเรียกว่าการลงทุนที่เกินตัว โดยช่วง พ.ศ. 2530 ถึง พ.ศ. 2539  กิจการอสังหาริมทรัพย์เติบโตมาก แต่มีการกู้ยืมเงินต่างประเทศ และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อมาลงทุน ต่อมาราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงเข้ามาลงทุนกันจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร ก่อให้เกิด ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
     4. การดำเนินงานของสถาบันการเงิน
       5. การโจมตีค่าเงินบาท
โดยนักลงทุนต่างชาติ มีการจัดตั้งกองทุน “Hedge Funds” เพื่อโจมตีค่าเงินบาทไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงนำเงินทุนสำรองถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาปกป้องค่าเงินบาทเมื่อเงินสำรองมีน้อยลง ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจึงประกาศ ลอยตัวค่าเงินบาท

ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
1. เศรษฐกิจประเทศแย่มาก
- คนว่างงานเพิ่ม (ปี 2541 มี 1.13 ล้านคน)
- รายได้ต่อหัวลดลง
2. การพัฒนาประเทศช้ากว่าที่เคยคาดไว้
3. สวัสดิการทางสังคมน้อยลง
ผลกระทบในด้านต่างๆ
1. ด้านเศรษฐกิจ
บริษัทต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า จากสาเหตุอำนาจซื้อที่ลดลงของประชาชน และด้วยสาเหตุนี้เองที่ส่งผลลูกโซ่ต่อการผลิตและการซื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอัตโนมัติ แม้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ผลเสียหายที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศมากที่สุดคือผลกระทบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
นอกจากปัญหาการล้มละลายหรือการปิดกิจการของภาคธุรกิจทุกขนาดแล้ว ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากจาก วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ.2540 คือ ปัญหาการว่างงานทั้งจากสาเหตุการถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานบริษัท และปัญหาการไม่มีตลาดแรงงานรองรับนักเรียนนักศึกษาจบใหม่
เมื่อพิจารณาในระดับมหภาคจะพบว่าวิกฤต 2540 ได้ส่งผลต่อภาวการณ์คลังของประเทศ คือ การเก็บภาษีอาการได้น้อยลง ซึ่งได้ส่งผลต่อเนื่องสู่การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้น้อยลงตามไปด้วย
2. ด้านสังคม
ในด้านสังคม เป็นที่ทราบกันดีกว่าหลังจากเกิดปัญหาวิกฤต 2540 คนไทยโดยเฉพาะระดับกลางและระดับล่างมีคุณภาพชีวิตที่ลดลงเป็นอย่างมาก เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง จำนวนคนจนมีสูงขึ้น ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้มีมากขึ้น ตลอดจนปัญหาด้านการศึกษาและปัญหาด้านสาธารณสุข
3. ด้านการเกษตร
- ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อย แต่จะได้ผลกระทบจากภาวะธรรมชาติ และราคาพืชผลมากกว่า
- ได้เปรียบเพราะเงินบาทอ่อนตัว ราคาผลผลิตเกษตรไทยเลยดูถูกลง ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น
- ชนบทที่ไปทำงานนอกภาคเกษตร กลับมาทำเกษตรมากขึ้น
4. เหมืองแร่
- การผลิตแร่เชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ขยายตัว
- การผลิตยิปซั่ม หินปูน ลิกไนต์ ที่ใช้ในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก
5. ด้านอุตสาหกรรม
- วัตถุดิบและดอกเบี้ยจากต่างประทศราคาแพง (ค่าเงินบาทลด)
- ทั้งอุตสาหกรรมภายในและส่งออกชะลอตัวหมด
- ด้านสิ่งทอขยายตัวน้อย เพราะอยู่ในช่วงปรับการผลิตมาเป็นเครื่องจักรที่มีราคาสูง
- ค่าแรงแพงกว่าประเทศคู่แข่ง คือ จีน อินโดเนเซีย เวียดนาม
6. การก่อสร้าง - ลดลงอย่างมาก
7. การค้า - ลดลงอย่างมาก
8. ด้านบริการ - การท่องเที่ยวนำรายได้เข้าประเทศไทยจำนวนมาก
แนวทางของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปี 2541
1. รัฐเพิ่มงบประมาณขาดดุล
2. เร่งอุปสงค์ โดยเพิ่มสินเชื่อมากขึ้น
3. เปิดและจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น
- ให้สัญชาติไทยแก่ผู้เข้ามาลงทุน
- ปรับกฎหมายถือที่ดินของคนต่างด้าว
- ออก พรบ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- ผ่อนปรนด้านภาษี
4. เร่งอุปทานโดยเพิ่มการผลิต โดยเฉพาะด้านเกษตร อุสาหกรรมขนาดเล็ก-ขนาดกลาง (SMEs) และการท่องเที่ยว
5. สร้างงาน ด้านบริการและก่อสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
6. เพิ่มการส่งออก และลดการนำเข้า
7. แก้ไขสภาพคล่องของสถาบันการเงิน
8. มีการจัดตั้งบริษัท TAMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติ) เพื่อแก้ปัญหา NPL
ปี 2541 ดุลการค้าไทยเริ่มเกินดุล เพราะการชะลอตัวด้านการสั่งเข้าสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภคแบบฟุ่มเฟือย